เปิดชื่อใครบ้าง?มีเอี่ยวคดีโกงG2Gข้าวและต้องชดใช้2หมื่นล้านบาทยังไง !!
หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเร่งรัดให้กระทรวงพาณิชย์เรียกค่าเสียหายที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำข้าวแบบ จีทูจี ในจำนวนกว่า 2 หมื่นล้านบาท
เพื่อให้เกิดความชัดเจนในวันนี้สำนักข่าวทีนิวส์ก็จะได้มาสรุปให้ดูว่าคดีรับจำนำข้าวแบบจีทูจีซึ่งปรากฏความเสียหายชัดเจนมีใครบ้างที่เกี่ยวข้องซึ่งคดีนี้มีความรับผิดชอบทั้งทางคดีแพ่งและคดีอาญาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
1.การฟ้องคดีอาญา
2.การขอให้ศาลสั่งเรียกค่าเสียหายทางพ่ง
3.การออกคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายกับเจ้าหน้าที่รัฐ
สำหรับการเรียกค่าเสียหายจากผู้เกี่ยวข้องกับการระบายข้าวจีทูจีนั้น ก่อนหน้านี้นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาเรียกค่าเสียหายทางละเมิดกรณีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ 4 สัญญาจำนวน 6.2 ล้านตัน ได้สรุปตัวเลขการชดใช้ค่าเสียหายวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท
มีนักการเมืองและข้าราชการที่ถูกบังคับทางปกครองชดใช้ค่าเสียหาย 6 คนได้แก่
1.นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์
2.นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์
3.พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์
4.นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
5.นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ
6.นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เริ่มไต่สวนพยานนัดแรกในคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โครงการรับจำนำข้าวในสมัยของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก รวม 21 ราย
โดยย้อนกลับไป 2 มีนาคม 59 ศาลฎีกาฯพิจารณารวมสำนวนคดี ตามที่อัยการสูงสุดขอ หลังจากที่ศาลฎีกาฯ เพิ่งมีคำสั่งประทับรับฟ้องเพิ่มเติมบริษัทเอกชน 7 ราย ทำให้คดีทุจริตจีทูจีมีจำเลยรวมแล้วถึง 28 ราย
ทั้งนี้ความคืบหน้าการดำเนินคดีการทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ในโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพวก รวม 21 คน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในความผิดฐานว่าด้วย พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ หรือ ฮั้วประมูล พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10 และ 12 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี
และเมื่อวันที่ 25 กพ.59หลังจากที่ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งประทับรับฟ้องเพิ่มเติมบริษัทเอกชน 7 ราย ฐานให้การสนับสนุนในการกระทำผิดของเจ้าพนักงาน อัยการได้ยื่นคำร้องขอรวมสำนวนในคดีนี้ การพิจารณาคดีในวันนี้ ศาลฎีกาฯได้พิจารณาอนุญาตให้มีการรวมสำนวนทั้งสองคดี ในการพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน และให้รวมพยานหลักฐานพยานบุคคลในคดีเข้าด้วยกัน ซึ่งส่งผลให้จำเลยในคดีนี้มีจากเดิมที่มี 21คน เพิ่มเป็น28คน
ส่วนการสอบปากคำให้การของเอกชนทั้ง 7รายวันนี้ จำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติม โดยศาลกำหนดเวลาให้ยื่นคำให้การภายใน 14วันนับจากวันนี้ และให้คู่ความทั้งสองฝ่ายส่งคำโต้แย้งภายใน 21วัน ศาลฎีกาฯ นัดตรวจสอบพยานหลักฐาน จำเลยทั้ง7ราย อีกครั้งในวันที่ 20เมษายน2559 นี้ จากเดิมที่วันดังกล่าวเป็นวันนัดไต่สวนพยาน สำหรับการฟ้องจำเลยอีก7คนทำให้มีจำเลยในคดีเพิ่มขึ้น จึงมีผลให้การไต่สวนพยานต้องยืดเวลาออกไป จากเดิมนัดสุดท้ายวันที่ 21ธ.ค.2559 เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 15 ก.พ.2560
นายบุญทรง เปิดเผยภายหลังการพิจารณคดีว่า การรวมสำนวนคดีในครั้งนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาต่อการสู้คดี ส่วนกรณีที่อัยการขอแก้ไขคำฟ้องในสำนวน ไม่รู้สึกหนักใจเพราะเป็นการแก้ไขคำผิดคำถูกเท่านั้น รวมถึงกรณีที่จำเลยคนอื่นมีการขอสืบพยานนอกราชอาณาจักร ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้ข้อเท็จจริงและจะช่วยให้สืบพยานในการขายข้าวได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม จำเลย ที่ศาลฎีกาได้พิจารณาให้เพิ่มเติม ประกอบด้วย
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร
นายทวี อาจสามารถ
บริษัท กิจทวี ยโสธรไรซ์ จำกัด
บริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด
นายปกรณ์ ดีศิริกุล
บริษัท เจียเม้ง จำกัด
นางประพิศ มานะธัญญา
ส่วนการยื่นคำร้องคดีทางแพ่งเพิ่มเติมกับเอกชน 15 ราย ในสำนวนคดีของนายบุญทรง เพื่อให้เอกชนชดใช้ความรับผิดทางแพ่ง ตามมติกระทรวงพาณิชย์ ผู้เสียหายนั้น นายชุติชัย รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า อัยการยังจะไม่ได้ยื่นคำร้องทางแพ่งในวันที่ 2 มีนาคมนี้ โดยกระบวนการอยู่ระหว่างการพิจารณาตามขั้นตอน ซึ่งคดีในส่วนแพ่งนี้ยังไม่สิ้นสุดอายุความแน่นอน
สำหรับเอกชน 15 รายในคดีหมายเลขดำ อม.25/2558 ที่อัยการพิจารณาตามมติกระทรวงพาณิชย์จะยื่นคำร้องทางแพ่งให้ชดใช้ความเสียหาย ได้แก่
นายสมคิด เอื้อนสุภา จำเลยที่ 7
นายรัฐนิธ โสจิระกุล จำเลยที่ 8
นายลิตร พอใจ จำเลยที่ 9
บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10
น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำเลยที่ 11
น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ จำเลยที่ 12
น.ส.สุทธิดา หรือสุธิดา ผลดี หรือจันทะเอ จำเลยที่ 13
นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 14
นายนิมล หรือโจ รักดี จำเลยที่ 15
นายสุธี เชื่อมไธสง จำเลยที่ 16
นางสุนีย์ จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 17
นายกฤษณะ สุระมนต์ จำเลยที่ 18
นายสมยศ คุณจักร จำเลยที่ 19
บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด หรือ บริษัท สิราลัย จำกัด จำเลยที่ 20
น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 21
โดยขณะนี้กระบวนการยังอยู่ระหว่างเสนอความเห็นให้ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด พิจารณาเพื่อมีคำสั่งดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
กล่าวโดยสรุปก็คือ คดีจีทูจี โครงการรับจำนำข้าว มีตำเลยทั้งหมด 21+7 ก็คือ 28 รายแล้ว โดยทั้งหมดนอกจากมีความสุ่มเสี่ยงที่จะติดคุกแล้ว ยังถูกอัยการสูงสุดพิจารณาเพื่อฟ้องเอาผิดทางแพ่งอีกด้วย
และจากจำนวนของจำเลยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ร่วมกันทำเป็นขบวนการ ไล่ตั้งแต่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสู. ระดับปฏิบัติงาน เอกชน พ่อค้า นักธุรกิจ เรียกว่าทำกันเป็นห่วงโซ่เลยทีเดียว
ยกตัวอย่างหนึ่งในตัวละครสำคัญอย่าง
นายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจํากัดโรงสีกิจทวียโสธร และกรรมการบริษัทกิจทวียโสธรไรซ์ จํากัด เคยให้สัมภาษณ์ว่า ตนเข้าไปซื้อข้าวในสต็อกรัฐบาล และมีการสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็ค ให้กับกรมการค้าต่างประเทศ ตามที่ ป.ป.ช. ระบุในสำนวนการไต่สวนจริง
"เดิมที่ หจก.โรงสีกิจทวียโสธร และบริษัทกิจทวียโสธรไรซ์ จํากัด เป็นหนึ่งในโกดังที่รัฐบาลเช่าไว้สำหรับเก็บข้าวในโครงการรับจำนำ ซึ่งในฐานะผู้เก็บรักษาข้าว เรารู้ดีว่าคุณภาพข้าวที่เราเก็บไว้เป็นอย่างไร เมื่อได้รับการติดต่อให้เข้าไปซื้อข้าว ที่อยู่ในโกดังของเราเอง เราจึงตัดสินใจซื้อข้าวมาไว้เอง"
เมื่อถามว่า คนที่มาติดต่อให้ซื้อข้าวของรัฐบาล คือ ใคร นายทวี หยุดคิดเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า "ผมไม่รู้จักเขาหรอก รู้แต่เพียงว่าชื่อ "โจ" เท่านั้น "
เมื่อถามว่า คนชื่อ โจ คือ เสี่ยโจ ที่ถูกระบุว่าเป็นมือขวาของ “เสี่ยเปี๋ยง” หรือ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร เจ้าของบริษัทเพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ที่ผูกขาดการซื้อข้าวจากโครงการรับจำนำข้าว ในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทสยามอินดิก้า ใช่หรือไม่ นายทวี หยุดคิดก่อนจะตอบว่า "คือ..ผมรู้แค่ว่าเขาชื่อโจ และเขาโทรศัพท์มาหา พร้อมเสนอว่าต้องการจะซื้อข้าวในสต็อกรัฐบาลหรือไม่ เขาสามารถจัดการให้ได้"
นายทวี ยังระบุต่อไปว่า ภายหลังจากที่ได้รับการติดต่อและตัดสินใจซื้อข้าวของรัฐบาลที่เก็บไว้ในโกดังของหจก.และบริษัทของตนเอง ตนก็สั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คค่าข้าวไป โดยระบุชื่อกรมการค้าต่างประเทศ
เมื่อถามว่า ปริมาณข้าวที่ซื้อมามีจำนวนเท่าไร นายทวีตอบว่า "ผมซื้อมาประมาณหมื่นกว่าตัน แต่ราคาที่รับซื้อไว้สูงกว่าที่รัฐบาลประกาศขายอยู่นะ เพราะผมซื้อมาในราคาตันละ 2,880 บาท หรือ คิดเป็นวงเงิน 28.80 บาท ต่อกิโล ขณะที่ราคาที่รัฐบาลประกาศขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 26-27 บาท"
ทั้งนี้ในการสอบสวนข้อมูลการระบายข้าว จีทูจี ของรัฐบาล นายนิมล รักดี หรือเสี่ยโจ ชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ซึ่งถูกระบุในวงการค้าข้าวว่า เป็นมือขวา“เสี่ยเปี๋ยง” หรือ อภิชาติ จันทร์สกุลพร เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญของคดีนี้ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ รับข้าวออกจากโกดังของรัฐบาล ต่อจาก นาย รัฐนิธ โสจิระกุล ตัวแทน บริษัท “GSSG IMP AND EXPORT CORP” จากเมืองกวางเจา ประเทศจีน ที่เข้ามาทำสัญญาซื้อข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี แต่ข้าวมิได้ถูกส่งออกไปต่างประเทศ กลับมีการนำมาเวียนขายในประเทศแทน
นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของความเชื่อมโยงระหว่างจำเลยคดีจีทูจีจำนวน 28 ราย สะท้อนให้เห็นถึงพฤติการณ์ ในการกระทำความผิดตามฟ้อง อย่างเป็นขบวนการ และตอกย้ำให้เห็นถึงความน่ากลัวของการทุจริตว่าพัวพันกับคนทุกระดับ
นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออก ข้าวไทย เคยให้ข้อมูลว่า โครงการจำนำข้าวที่มีการวางกรอบซื้อ-ขายข้าวแบบจีทูจี (รัฐต่อรัฐ) ไม่ใช่การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐอย่างแท้จริง เพราะมีการส่งข้าวที่ขายให้ผู้แทนไทยที่หน้าโกดังในประเทศไทย ไม่ใช่การส่งออกไปตลาดต่างประเทศ จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดปกติไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดช่องโหว่ นำข้าวนั้นมาหมุนเวียนขายในประเทศได้
การขายแบบจีทูจีที่ดำเนินการช่วงปลาย ของรัฐบาลน่าจะดำเนินการจริงน่าจะมีเพียง 1 ล้านตันเท่านั้น ที่บริษัทคอฟโก้ เดินทางมากับรัฐบาลจีนแล้วทำสัญญารับซื้อข้าวที่เป็นข้าวใหม่
ส่วนสัญญาฉบับอื่นในช่วงแรกที่มีการซื้อข้าว 2 ล้านตันนั้นเป็นข้าวเก่าทั้งหมด ทั้งที่ปกติจีนจะซื้อข้าวใหม่เท่านั้นเพราะประชาชนจีนไม่นิยมบริโภคข้าวเก่า
ขณะที่ประเทศจีนมีโควตารับซื้อข้าวต่างประเทศเพียง 5.3 ล้านตัน แต่ระบุว่ามีการทำสัญญาซื้อขายจีทูจี 14 ล้านตัน จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะข้าวนั้นเป็นข้าวเก่าที่เก็บในโกดัง อีกทั้งบริษัทเอกชนที่เป็นตัวแทนของประเทศจีนที่ได้สิทธิ์ซื้อข้าว ต้องเป็นบริษัทคอฟโก้ บริษัทเดียวตามพันธะที่ประเทศจีนแจ้งไว้กับองค์การการโลก
ส่วนบริษัท ไห่หนาน เกรน แอนด์ ออยล์ อินดัสเทรียล เทรดดิ้ง ซึ่งรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ อ้างว่าได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวด้วยนั้น จะมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวแทนจีนในการทำการค้าแทนได้ โดยภายหลังการยึดอำนาจมีการนำโควตามาให้สมาคมจัดสรรกับบริษัทผู้ส่งออก ซึ่งมีความถูกต้องและเป็นธรรมที่สุด
นายวิชัย กล่าวว่า แม้มติ ครม.ปี 2554 อนุมัติให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้เจรจาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับต่างประเทศ แต่ในมติก็ระบุชัดเจนว่าเมื่อเจรจาถึงขั้นสุดท้ายแล้วให้สรุปรายงานถึง รมว.พาณิชย์ หากเห็นด้วยให้เซ็นสัญญาได้ ซึ่งการพิจารณาดังกล่าวทำตามกรอบซื้อขายที่คณะกรรมการนโยบายข้าว(กนข.) วางไว้ ขณะที่ปกติประเทศไทยจะผลิตข้าวได้ปีละ 20 ล้านตัน แบ่งเป็นบริโภคในประเทศ 10ล้านตัน ส่วนที่เหลือจะเป็นการส่งออก
แต่เมื่อมีการแทรกแซงตลาด ด้วยราคารับจำนำ 15,000 บาทที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป โดยข้าวไปอยู่ในมือรัฐบาลถึง 13 ล้านตัน ขณะที่ไม่มีข้าวเหลือพอให้เอกชนส่งออกนั้นก็เป็นเหมือนการผูกขาด แต่ที่เอกชนยังส่งออกได้ถึง 7 ล้านตัน เพราะมีข้าวหมุนเวียน ขณะที่รัฐบาลไม่ได้ระบายข้าวจีทูจีที่แท้จริง จึงทำให้มีการข้าวรั่วไหลมาถึงเอกชน
แม้รัฐบาลจะรับซื้อข้าวแพง แต่กลับไปขายได้ราคาถูก เพราะคุณภาพข้าวลดลงเมื่อถูกเก็บในโกดังหลายปี ซึ่งปกติข้าวหอมมะลิควรที่จะต้องขายขณะสดใหม่ โดยราคาข้าวในท้องตลาดระหว่างข้าวหอมมะลิ กับข้าวขาวที่ค้างเก่าจะมีราคาต่างกันถึงครึ่งหนึ่ง
ขณะที่สมาคมฯ เคยทำหนังสือท้วงติงถึงรัฐบาล 8 ครั้ง และการขอเข้าพบนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ เพื่อให้ข้อเสนอแนะว่า ให้มีการจำกัดจำนวนข้าวที่รับจำนำ เพราะในช่วงแรกของโครงการรัฐบาลประกาศรับจำนำข้าวทุกเม็ด
กระทั่งงบประมาณเริ่มจะไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงจำกัดจำนวนรับซื้อเหลือรายละ 350,000 บาท และขอให้มีการประกาศขายข้าวตามมาตรฐานกระทรวงพาณิชย์ที่จะกำหนดคุณภาพและลักษณะเม็ดข้าวแต่ละประเภทไว้ชัดเจน ไม่ใช่การขายข้าวตามสภาพที่อยู่ในโกดังที่มีข้าวเก็บไว้จำนวนมากเป็นหมื่นตัน อาจมีการนำข้าวด้อยคุณภาพปะปน เมื่อไม่มีผู้แทนคลังสินค้ารับผิดชอบการตรวจสอบคุณภาพข้าว
เมื่อซื้อแล้วต้องยอมรับข้าวทั้งหมดไม่อาจฟ้องกลับรัฐบาลได้หากพบข้าวไม่ได้มาตรฐานหรือผิดประเภท ดังนั้นถ้าจะขายข้าวตามสภาพเอกชนก็ต้องสี่ยง เว้นแต่เอกชนจะรู้จักกับโกดังนั้นแล้วทราบสภาพข้าวที่แท้จริง แต่สมาคมฯ ไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลเรื่องดังกล่าว
ทีมา http://www.tnews.co.th/html/contents/188460/

0 comments:
Post a Comment